วันแรก
โอ้พระเจ้า....หลังจากที่ได้เตรียมตัวมาร่วมเดือนในที่สุดสิ่งที่เฝ้ารอมาตลอดก็มาถึงจนได้ ทริปแรกและทริปสุดท้ายของหน้าฝนปีนี้ นั่นก็คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนนนนนนน อิอิ เริ่มออกเดินทางจากบ้าน เมื่อเวลา 6.45 นาฬิกา หลังจากนั้นก็ไปรับหนู๋แอมที่บ้านโดยมีเจ้าคุณพ่อนั่งเฝ้าอยุ่หน้าบ้าน ตอนประมาณ 7 โมงกว่าๆ จากนั้นก็รีบใส่เกียหมา บึ่งเข้ากรุงเทพไปรับฮัททันที เพราะเกรงว่าจะสาย ไปถึงบ้านฮัทก็ประมาณ 8.10 แล้ว พอไปถึงก็ตรวจสอบข้าวของว่าครบกันหรือปล่าว ขาดเหลืออะไรบ้าง จะได้เอาจากที่บ้านฮัทไปเลย (หุหุหุหุ สบายเลยตู) กว่าจะได้ออกจากบ้านฮัทก็ 8 โมงครึ่งแล้ว เม้าท์แตกกันตลอดทาง พอไปถึงพระรามสอง ก็ส่งตัวเจ้าสาว (เอ้ยล้อเล่นนะจ๊ะนู๋แอม) เปลี่ยนแอมให้ไปนั่งรถอีกคันเพราะว่าน่าจะนั่งได้สบายกว่า แล้วต่างคนก็ต่างไป โดยมีจุดนัดพบคือ แยกหนองหญ้าปล้อง
ถึงแล้วหนองหญ้าปล้องแต่ก็ยังลังเลอยู่ว่าใช่ที่เดียวกันป่าวเนี่ย แต่กว่าจะมาถึงได้รถติดโคตรๆ ก็อย่างงี้แหละนะวันเสาร์อ่ะ คนเค้าออกไปเที่ยวต่างจังหวัดเหมือนๆกัน มาถึงทางแยกก็ 11 โมงกว่าแล้ว สถานที่ต่อไปก็คือ ไปสักการะพระโพธิสัตย์กวนอิมพันมือ ทางเข้าจากปากทางถนนเพชรเกษมเนี่ย ดูใหญ่โตกว้างขวางมาก สงสัยเป็นถนนที่เพิ่งจะตัดใหม่ แต่พอไปได้สักสิบกว่ากิโล ก้ต้องชะงัก ถึงกับต้องอ้าปากค้าง โอ้...พระเจ้าจอช...มันยอดมาก ทางลูกรัง ไม่ใช่สิ ดาวอังคารต่างหาก หุหุหุ เวอร์ไปหรือปล่าวเนี่ย มีทั้งหลุมทั้งบ่อ ทั้งฝุ่น อย่างกับถนนแข่งวิบากยังไงยังงั้นแหละ ไอ้คันเราไม่เท่าไหร่นะเป็นรถกระบะ มันลุยได้อยู่แล้น แต่คัน Mr. เบนซ์ ซึ่งเป็นรถเก๋งนี่สิคร๊าบท่าน เกือบจะไม่รอดค่อยๆกะดึบๆ มาแต่น่าดีใจด้วยที่ได้เห็นทะเลหมอกก่อนชาวบ้านเค้า เพราะคันผมขับแซงนำไปก่อน ตะกุยทางจนฝุ่นตะหลบเลยนะสิ โทษทีครับลูกพี่ 5555
มาถึงพระโพธิสัตย์กวนอิมก็เที่ยงกว่าแล้ว ร้อนโครตๆ พระอาทิตย์ส่องกลางกระหม่อมเลยดิ มาถึงครับเจอก่อนเลยคนขายตั๋วรถรางสำหรับเที่ยวชมรอบสวน เราถามเค้าว่าไกลไหม เค้าตอบมาไกลแต่เดินได้เรื่อยๆ แต่มใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ไอ้เราไหนๆก็จะมาลุยอยู่แล้ว ก็เลย.....นั่งรถไปดีกว่า 5555 ก็แดดมันร้อนนี่หว่า แถมตัวดำขนาดนี้แล้วไม่อยากดำไปกว่านี้จนมองไม่เห็นแล้วหละ หุหุหุ และแล้วก็ได้นั่งรถรางซะที ขึ้นปุ๊บออกปั๊บ โอ้ยตายแล้ว อะไรกันนี่พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ออกมาเลี้ยวซ้ายแล้วก็เลี้ยวขวาผ่านสวนอะไรสักอย่างก็ถึงแล้วรึเนี่ย 10 บาทกรู -*- ไม่เป็นไรถือว่าช่วยทำบุญก็แล้วกัน เหอๆๆ วันนี้วันเข้าพรรษาด้วยสิ แต่ว่าสวนนี่ก็กว้างพอสมควรนะเดินเที่ยวได้เรื่อยๆถ้าใครชอนนะ แต่ข้าพเจ้าคิดว่ารีบเดินกันดีกว่าอย่าอยุ่นานเลย มันร้อน ไม่ใช่เพราะอยู่ใกล้พระเลยร้อนนะ แต่นี่มันเดินกลางแดดนี่แหละ เพิ่งเข้าใจเวลาที่ผีมันโอนสาดน้ำมนต์ก็วันนี้นี่แหละ มันแสบมันร้อนอย่างงี้นี่เอง อิอิ ดูนาฬิกา ตายห่าบ่ายโมงกว่าแล้วเหรอเนี่ยข้าวก็ยังไม่ได้กินแถมยังไม่ได้เข้าที่พักอีก เอาไงดี แถวนี้ก็ไม่มีอะไรให้กินด้วยสิ ก็เลยตกลงกันว่าไปกินปลาริมเขื่อนกันดีกว่า แล้วก็โทรไปแจ้งอุทยานว่าจะเข้าที่พักสายหน่อยแล้วก็เดินทางต่อ อย่างมีความสุขบนเส้นทางสายลูกรัง 555 แต่ว่าได้ถ้าเป็นอย่างงี้ตูดระบบแน่และกว่าจะถึงก็เย็นกันพอดี ไปถามทางชาวบ้านกันดีกว่า ส่งนายอัดพระเอกขี่ม้าขาวไปถามมาให้ ก็ได้ความว่าทางลาดยางอ่ะก็มีแต่อ้อมกว่าทางนี้หน่อย แต่คำนวณดูแล้วคาดว่าใช้เวลาพอๆกันหรืออาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำก็เลยไปทางลาดยางดีกว่า...
และแล้วก็มาถึงจนได้เขื่อนแก่งกระจานที่รัก หิวจนตาลายแล้ว ร้านอาหารเต็มไปหมดเลย นุ่นก็น่ากินนี่ก็น่ากิน น่ากินไปเสียหมด ในที่สุดก็เลือกร้านได้แล้วชื่อร้านชายหาด ได้เวลาสั่งอาหารแล้ว มาเที่ยวเขื่อนก็ต้องสั่งปลาสิคร๊าบ เค้าว่ากันว่าปลาเขื่อนนี่รสชาติดีที่สุด มีเมนูปลาไม่กี่ชนิดเอง ปลานิล ปลาเห็ดโคน ปลาตะกับ ก็เลยเลือกปลานิลทอดมาลองดู โอ้โห ตัวเป้งโคตร กว้างกว่าสองฝ่ามืออีกอ่ะ เนื้องี้แน่นและนุ่มแถมยังหวานอีกต่างหาก วันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าปลาเขื่อนรสชาติดดีจริงๆ ส่วนอาหารอื่นๆก็อร่อยดีรสชาดถือว่าใช้ได้ทีเดียวเลยแหละ แต่อย่าได้สั่งอะไรที่มีส่วนประกอบของพริกล่ะ เพราะอย่ารสชาติเผ็ดถึงทรวงเลยทีเดียวเชียวแทบพ่นไฟได้เลย ก็เลยต้องดับความเผ็ดร้อนด้วยแอลกอฮอล์ อิอิ แค่ซ้อมๆก่อนยังไม่เอาจริงหมดไปเกินครึ่ง พออิ่มแล้วก็ชักเริ่มง่วงแล้วสิ แต่ว่าด้วยเวลามีน้อยจะมัวมานอนไม่ได้ถ้าอยากนอนก็ค่อยกลับไปนอนที่บ้าน ถึงบ้านพักแล้ว ข้างนอกอาจจะดูเก่าไปนิดแต่ภายในถือว่าโอเคเลย ต่างคนก็จัดแจงสัมพาระของตัวเองไป แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัย สักพักก็มีนายหน้ามาขายทริปล่องแก่ง ด้วยความเสี้ยนอยากลองของ ก็เลยตกลงไปกันหมดเลย พอไปถึงต้นเขื่อน โหน้ำไหลแรงพอสมควรแล้วก็ขุ่นนิดหน่อย สงสารก็แต่หนูแอมนี่แหละกลัวว่าจะ วิบากเกินไปแล้วแผลผ่าตัดก็ยังไม่หายดี ก็เลยต้องอดไปกับชาวบ้านเค้า แต่ปรากฏว่าน้ำแรงก็จริงแต่ไม่มีแง่งหินหรือความน่ากลัวอะไรเลยแค่ไกลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เซ็งเลย แต่ก็ไปกระโดดน้ำเล่นชดเลยแทน อิอิ ไปแย่งเด็กเค้าเล่นกัน แบบว่าไปเป็นฝูงเลย หุหุหุ สนุกไปอีกแบบ
กลับมาที่บ้านพักทั้งเหนื่อยทั้งหิว แต่ก็ยังไม่มีอะไรให้กินเพราะคืนนี้ตามแผนการแล้วจะทำทะเลปิ้งย่างและบาบีคิวกินกัน แต่ละคนก็รีบเตรียมอาหารกันใหญ่เลยเพราะหิวอยากกินไวๆ เริ่มตั้งแต่พนักงานก่อไฟ ซึ่งคาดว่าใช้คนเกือบทั้งหมดในการก่อไฟครั้งนี้อันได้แก่ไอ้ก็อบ ไอ้ฮัท นายเบนซ์และนายอัด คลุ๊กกันอยู่นานพอควร และแล้วก็สำเร็จจนได้ ส่วนตัวข้าพเจ้าก็เตรียมบาบีคิวโดยมีลูกมือคนสวย 2 คนคือหนูตูนกับหนูแอม ก็เลยทำให้งานเสร็จไวขึ้น และแล้วมือย่างอันดับ 1 ของประเทศก็มารับหน้าที่ต่อ เจ้กบนี่เอง ย่างได้อย่างไม่เหน็ดเหนือยทั้งกุ้งทั้งหมึกทั้งปลา ส่วน Mr. อัดก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านหอย...แครง (อย่าคิดมากนะครับ) มือลวกหอยของบ้านนี้เลยครับขาดไม่ได้ ทำไปกินไปสนุกดีแล้วก็อิ่มด้วย 5555 พุงกางไปเลย ตกดึกก็ไม่วายกลัวหัวสมองจะว่างเว้นก็คำนวนเลขกันหน่อย สงสัยกระผมจะตกเลย ไม่ได้กินไรกับเค้าเลยเสียไพ่ตลอด 555 ถือว่าซ้อมมือกันลืมวิธีเล่นก็แล้วกัน หุหุหุ ถ้าไม่ติดว่าต้องรีบนอนเพราะต้องตื่นแต่เช้านะจะโกยเงินพวกพี่ท่านมาให้หมดเลย 555
วันที่สอง
โอย......อะไรกันเนี่ยนาฬิกาปลุกแต่เช้าเชียว รู้สึกว่านอนได้นิดเดียวเอง ตี4 ซะแล้วตื่นคนแรกต้องรีบทำเวลาหน่อยกลัวไปไม่ทันตี 5 เวลาเปิดให้ขึ้นชมบนตัวอุทยานที่พะเนินทุ่ง จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าจะอาบน้ำแปรงฟันแต่ว่าน้ำไม่ไหล ทำไงดีเนี่ยออไปแปรงข้างนอกเอาน้ำกินมาแปรงก่อนก็ได้แล้วค่อยว่ากันแต่ว่าข้าศึกโจมตีนี่สิ มันเริ่มเข้ามาประชิดเรื่อยๆแล้ว โอ้ย ไม่ไหวแล้วน้ำไม่ไหลก็ช่างมันแต่ยังมีเหลืออยู่ในชักโครกก็ยังดีวะ ตื่นก่อนคนอื่นก็ได้ปรียบอย่างงี้แหละคร๊าบ พอเริ่มตื่นนอนกันหมดด้วยเสียงโวยวายของนู๋ตูนเรื่องน้ำไม่ไหลแล้วเคาะเรียกทุกห้องก็ออกไปเรียงแถวกันหน้าสลอนเพื่อแปรงฟันเตรียมตัวได้สักพัก ก็มีรถมารับแล้ว โอ้โห เป็นรถ 4x4 เชียวนะเนี่ยแต่ว่าเป็นกระบะมีเบาะนั่งอยู่ตรงกลางหันหลังชนกัน..อืมก็ยังดีแต่ว่าข้างนอกบ้านนี่มันมืดมากเลยอ่ะ อากาศก็ดีอยากกลับไปนอนบนเตียงจังเลย ได้ขึ้นรถก็ตี5 กว่าๆ นั่งรถไปประมาณ 20 นาทีก็ถึงปากทางเข้าอุทยานทุกคนดีใจกันใหญ่แต่ปรากฏว่ามันเป็นเพียงแค่ตีนเขาอีกประมาณ 30 กว่ากิโลถึงจะเป็นจุดหมายของเรา ทั้งมือทั้งเย็น มีรถตามตูดพวกเรามา 5-6 คัน แต่ไปก่อนหน้าเราเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ทางทั้งลาดชันแล้วก็ขรุขระด้วยตูดระบบหมดเลย ส่วนเครื่งในไม่ต้องพูดถึงปั่นผสมกันหมดแล้ว บางคนถึงขั้นเครื่องในหล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว 555 ข้ามเขาได้สัก3-4 ลูกก็ถึงบ้านกร่าง เป็นจุดตั้งแคมป์จุดแรกของอุทยานได้พักก้นสักพัก ไปเข้าห้องน้ำยืดเส้นยืดสายเตรียมเดินทางต่อ แล้วก็ได้มาเจอกับพี่ทูน เจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกคนที่อาสามาขับรถให้พวกเราแทนพี่คนเก่าเพราะพี่เค้าติดธุระ ปรากฏว่าพี่แกขับรถได้ใจมากลุยกว่าพี่คนแรกเสียอีก อาจเป็นเพราะสภาพถนนด้วยแหละมั้งเลยเป็นแบบนี้ ถนนก็วิ่งได้แค่เลนส์เดียวแถมยังชันอีกต่างหาก มีทั้งต้นไม้โค่นข้างทาง กิ่งไม้ต่ำๆบ้าง มีลำธารไหลผ่านบ้าง เหมือนกำลังไปผจญภัยเลย มันส์ดี ไปได้สักพักก็ต้องติดแหง๊ก เพราะมีรถข้างหน้าไม่สามารถไปต่อได้เพราะทางมันชันมากแล้วก็ถนนไม่ค่อยดีนักจึงทำให้คันที่อยู่ข้างหลังไปต้องพลอยลำบากไปด้วย ดีนะเนี่ยที่ฝนไม่ตกไม่งั้นถนนคงลื่นน่าดู แต่ก็ยังดีทีตรงที่ติดแหง็กอยู่นี่สามารถมองเห็นทะเลหมอกอยู่ไกลๆพอแก้เครียสไปได้บ้างสักพักก็มีคนไปเคลียร์พื้นที่ให้ รถคันไหนที่ไปไม่ไหวก็ให้ชิดขอบทางไปเพื่อที่จะให้คันที่พร้อมขั้นไปได้ ก็มีหลายคันเหมือนกันที่เดินมาดูเส้นทางแล้วก็ Say good bye ส่วนพี่ทูนของเราไม่ต้องเป็นห่วงใจเกินร้อยอยู่แล้ว ตะบึงห้อขึ้นไปเลย โดยไม่สนใจใคร พอเราผ่านจุดที่รถติดไปได้ก็พบกับความจริงที่ว่า ถนนมันโดนน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาเซาะเป็นแนวลึกพอควรตรงกลาง แล้วทางก็ชันมาก ขึ้นไปประมาณกิโลกว่าๆและเป็นโค้งหักศอกซะเยอะจึงพอมีทางลาดบ้าง เป็นอย่างงี้ไปประมาณ 10 กว่ากิโลกก็มาถึงพะเนินทุ่งเสียทีทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อย แต่พอได้เดินขึ้นไปที่จุดชมวิวก็หายเหนื่อยทันทีเพราะภาพที่ได้เห็นมันสวยงามมาก มองเห็นทะเลหมอกสุดลูกหูลูกตาเลย มองดูแล้วเหมือนก้อนสำลีที่ใหญ่มากๆ ท่าทางจะนุ่มนะแต่ไม่กล้าพิสูจน์อิอิ ว่าจะลองกระโดดลงไปดู 555 อากาศก็เย็นสบายสูดได้เต็มปอดเลย ตื่นเต้นมาก สนุกกับการถ่ายรูปกันใหญ่เลยแต่ละคน มีแต่เราคนเดียวที่มัวแต่เดินถ่ายอะไรก็ไม่รู้เลยไม่มีรูปเดี่ยวกับเค้าเลย ฮือๆๆๆ สักพักพี่ทูนก็มาเรียกให้ขึ้นรถเพื่อจะไปยังจุดต่อไป นั่นก็คือเรือนรับรองพระเทพและผู้ติดตามนั้นเอง อากาศก็ดีเหมือนกันและดูเป็นส่วนตัวมาก คนไม่ค่อยพลุกพล่านเพราะคนส่วนใหญ่าเค้าจะไปจุดอื่นที่ไกลๆกว่านี้กันต่อ แต่ด้วยที่ว่าเรามีเวลากันจำกัดเพราะต้องกลับกันวันนี้และต้องไปเช็คเอาท์ตอนเที่ยงก็เลยไม่ได้ไปดูน้ำตกทอทิพย์เลย อิอิ ถึงมีเวลาอีกวันก็ยังไม่อยากไปต่อแล้วเพราะทางที่ผ่านมาก็ทุลักทุเลพอสมควรถ้าไปอีก 10 กว่ากิโลบนเส้นทางอย่างนี้ก็แย่แน่ๆเลย หุหุหุ ก็เลยเดินเล่นรอบๆพระตำหนัก เพื่อรอเวลาที่เค้าปล่อยให้รถลงจากเขาได้ พี่ทูนแกก็ชวนดูนั่นดูนี่ เล่าอะไรให้ฟังเยอะแยะไปหมด แต่ก็น่าสนใจดีดูพี่แกลุยๆน่าดู แถมยังบอกว่าถ้ามีเวลาก็มาหลายๆวันหน่อยจะพาไปเดินป่าไปนอนตั้งแคมป์ในป่าเลย น่าสนใจแหะแต่คงต้องชวนเพื่อนชุดอื่นเพราะชุดนี้ท่าทางไม่ค่อยทนลำบาก ต้องหาขาลุย เหอๆๆ สักวันต้องได้เจอกันแน่น้ำตกทอทิพย์ที่รัก
หลังจากนั่งเล่นกันเรื่อยเปื่อยจนถึงเวลา 10 โมงแล้วได้เวลาลงแล้ว เหอๆ เริ่มง่วงนอนกันแล้วแต่ละคนตาปรือกันทั้งนั้น ออกไปได้สักพักก็ต้องถึงกับกรี๊ด......แดดออกแล้วแรงด้วย นั่งกระบะหลังด้วยสิ ร้อนตายห่า แต่ก็ยังดีมีร่มไม้เป็นระยะๆ แต่พอนึกถึงตอนที่ออกจากเขาไปบ้านพักนี่สิ ทางโล่งตลอดเลย จะบ้าตาย ระหว่างทางกลับลงมาจากเขาก็มาพักที่บ้านกร่างอีกครั้งไปเดินดูผีเสื้อกัน มีหลากหลายสีเลย นี่ขนานพี่ทูนบอกว่าน้อยยังมีตั้งขนาดนี้ ถ้าจุดที่เป็นจุดชมผีเสื้อจริงๆคงเยอะน่าดู ส่วนฮัทก็ขอตัวไปเดินหาหมวกซึ่งได้ถูกกิ่งไม้เกี่ยวตกใกล้ทุ่งกร่างเมื่อตอนขามาก็หวังว่ามันจะยังคงอยู่นะ คนอื่นๆก็สะลึมสะลือนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นรอพี่ทูนที่ไปทำธุระอยู่ สักพักฮัทก็กลับมาพร้อมกับวัตถุสีน้ำตาลใจมือ สิ่งนั้นก็คือหมวกนั่นเอง มันมีความพยายามมากเหอๆๆ ดีนะที่ไม่โดนรถเหยียบเพราะมันหล่นอยู่ตรงกลางพอดี แล้วพี่ทูนแกก็พากลับ แล้วสิ่งที่กลัวก็มาถึงนั่นก็คือแสงแดดอันเร่าร้อนนี่เอง ลงมาจากเขาก็เป็นถนนปกติไม่มีต้นไม้คลุม ร้อนมากๆ.... แต่ด้วยความอ่อนเพลียก็หลับๆตื่นๆมาเรื่อย ร้อนไม่ร้อนก็ไม่สนแล้วละครับงานนี้ มาถึงบ้านพักเที่ยงครึ่ง ก็จัดแจงแยกย้ายกันไปอาบน้ำ บางคนก็ต้มน้ำเตรียมไปสำหรับรับประทานอาหารมื้อพิเศษนั้นก็คือ มาม่า นี่เองที่อยู่คู่วิถีชีวิตคนไทยมานานแสนนาน 555 พอกินกันเสร็จก็ไปเช็คเอาท์ แล้วก็ไปตะลอนสันเขื่อนสักหน่อย ที่ต้องบอกว่าสักหน่อยก็เพราะว่ามันร้อนมากแดดยามบ่ายลงไปถ่ายรูปสัก 2-3 รูปก็กลับขึ้นรถกันแล้วเข้าไปในเมืองเพชรเพื่อซื้อของฝาก ไปถึงเพชรประมาณบ่าย 2 กว่าๆ ก็แวะที่ร้านแม่กิมลั้ง ต่างคนก็ต่างเลือกซื้อกันอย่างเมามัน แต่เรานี่สิไม่รุ้จะซื้ออะไรดี ก็เลยไปหยิบอลัวกับขนมผิงมา 2-3 ถุง พร้อมกับเดินชิมซะรอบร้านเลย 555 อิ่มอีกรอบ ออกมาก็บ่าย 3 ก็กลับกรุงเทพกัน นัดเจอกันอีกทีที่พระราม 2 รถโคตรติดเลย คนเค้ากลับจากวันหยุดยาวเหมือนกัน แน่นมาก กระดึบๆมากว่าจะถึงพระราม 2 ก็ 6 โมงกว่าๆแล้วรถก็ยังติดเหมือนเดิม กว่าจะเข้าถึงกรุงเทพก็คงดึกน่าดูคงลำบากแน่ถ้าต้องขึ้นรถทัวร์กลับเอง แต่ว่าสวรรค์ยังมีตา อิอิ พ่อกับแม่มากรุงเทพพอดีก็เลยโทรไปจองคิวซะเลย หุหุหุ ให้ไปส่งลูกชายสุดที่รับกลับชลบุรีด้วย อิอิ ขอร้องแกมบังคับ โดยนัดแม่ไว้แถวๆบ้านฮัทย่านรามอินทรา ไปถึงบ้านฮัทก็ 2 ทุ่มกว่า นั่งรอแม่ก็นานพอสมควรเพราะมั่วทางกันอยู่กว่าจะมาเจอกันได้ก็ 3 ทุ่ม เลยรีบบึ่งกลับชลบุรีทันที ไปถึงก็ 4 ทุ่มหน่อยๆไปส่งตูนที่หอเสร็ก็พาพ่อกับแม่ไปกินข้าวที่ร้านน้าปุ๊ ซื้อผลไม้นิดหน่อย ปรากฏว่าพ่อไม่นอนด้วยเพราะไม่อยากตื่นเช้าไปส่งพี่สาวที่กรุงเทพ พ่อก็เลยกลับไปนอนที่กรุงเทพเลย ฮือๆๆ บาปไหมเนื่ยให้พ่อกับแม่เหนื่อย อิอิ ไว้โอกาศหน้าจะพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวด้วยนะครับ ....
ปล. พี่ทูนเค้าให้เบอร์ติดต่อไว้เผื่อได้มีโอกาศไปเที่ยวอีก
089-7449494 อันนี้เป็นเบอร์ของหัวหน้าเค้าชื่อพี่เด๊ะ(ประพันธุ์)
032-467013 อันนี้เป็นเบอร์ของอุทยาน ขอสายพี่ทูนอีกที